รูปแบบการวางผังบริเวณและพื้นที่ภายในวัด

การแบ่งเขตพื้นที่วัด ๓ ส่วน และหลักการออกแบบผังบริเวณ

รูปแบบการวางผังบริเวณและพื้นที่ภายในวัด

การวางผังบริเวณเป็นกิจกรรมที่สำคัญในการจัดการและการพัฒนาพื้นที่ภายในวัด เป็นการกำหนดตำแหน่งที่ตั้งของอาคารและสิ่งปลูกสร้างให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ เช่น ปัจจัยทางธรรมชาติ ปัจจัยด้านสุนทรียภาพ ปัจจัยด้านวัฒนธรรม และปัจจัยการใช้สอยที่ดินหรือการใช้ประโยชน์ของอาคาร

สำหรับการวางผังบริเวณวัดในประเทศไทยนั้น วัดโดยทั่วไปนิยมแบ่งเขตพื้นที่ภายใน ออกเป็น ๓ ส่วนใหญ่ๆ คือ เขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส และเขตธรณีสงฆ์

การวางผังบริเวณของวัดในสังคมไทย
การวางผังบริเวณของวัดในสังคมไทย — แบ่งพื้นที่ออกเป็น ๓ เขต

๑. เขตพุทธาวาส

เป็นพื้นที่สำหรับใช้ประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นเสมือนสัญลักษณ์ หรือสถานที่ประทับขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะคำว่า "พุทธาวาส" มีความหมายว่าเป็นสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้า ในเขตพุทธาวาสมักประกอบด้วยสถาปัตยกรรมสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธองค์ และพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ได้แก่

พระเจดีย์ พระปรางค์ และพระมณฑป ถือเป็นอาคารที่สำคัญที่สุดในฐานะหลักประธานของวัด จึงมักถูกวางตำแหน่งลงในผังตรงส่วนที่สำคัญที่สุดของเขตพุทธาวาส เช่น บริเวณกึ่งกลาง หรือศูนย์กลาง หรือแกนกลางของผัง อาคารสำคัญรองลงมากลุ่มแรกคือ พระอุโบสถและพระวิหาร ซึ่งอาคารทั้ง ๒ ประเภทนี้ มักใช้ประกอบคู่กันกับ พระเจดีย์เสมอ หรืออาจใช้ประกอบร่วมกันทั้ง ๓ ประเภท คือ พระอุโบสถ พระเจดีย์ และพระวิหาร

ผังบริเวณวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (Wat Pho Directory)
ผังบริเวณวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร — Wat Pho Directory

๒. เขตสังฆาวาส

เป็นบริเวณพื้นที่ส่วนหนึ่งของวัดที่กำหนดไว้ให้เป็นที่อยู่อาศัยของพระภิกษุสงฆ์ เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับพิธีการใดทางศาสนา พื้นที่บริเวณนี้ประกอบไปด้วยอาคารสถานที่สัมพันธ์เฉพาะกับกิจกรรมและวัตรปฏิบัติ ที่เป็นวิถีแห่งการดำเนินชีวิตของเพศสมณะ เช่น

ลักษณะการวางตำแหน่งอาคารในผังเขตสังฆาวาส กุฏิ ถือเป็นอาคารหลักสำคัญ โดยมีอาคารประเภทอื่นประกอบเพื่อประโยชน์ใช้สอยที่เกี่ยวเนื่องกัน ส่วนใหญ่ไม่มีกฎเกณฑ์การวางผังมากนัก หากเป็นวัดราษฎร์ขนาดเล็กอยู่ในแถบถิ่นชนบท นิยมวางตัวกุฏิกระจายตัวเป็นหลังๆ อาคารที่เป็นองค์ประกอบรองหลังอื่นๆ ก็จะจัดวางอยู่ในตำแหน่งที่สะดวกต่อการใช้สอยของพระภิกษุ

หมู่กุฏิ
หมู่กุฏิ — ที่พักอาศัยของพระภิกษุในเขตสังฆาวาส

๓. เขตธรณีสงฆ์และสาธารณสงเคราะห์

หมายถึง เขตพื้นที่ในพระอารามที่วัดกำหนดพื้นที่บางส่วนที่เหลือจากการจัดแบ่งเขตสำคัญ คือ เขตพุทธาวาส และเขตสังฆาวาส ให้เป็นเขตพื้นที่สำหรับเอื้อประโยชน์ใช้สอย ในเชิงสาธารณประโยชน์ในลักษณะต่างๆ ของวัด เช่น

เขตธรณีสงฆ์ดังกล่าว ใช้เป็นพื้นที่เปิดโล่งเพื่อสร้างความร่มรื่นให้วัด หรือใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างอาคารอื่นๆ เช่น สร้างเมรุสำหรับฌาปนกิจศพชุมชน ศูนย์เรียนรู้ชุมชน หรือการตั้งโรงเรียนเพื่อให้การศึกษาแก่สังคม โดยเป็นพื้นที่ให้คฤหัสถ์เข้ามาเรียนรู้และพักผ่อน

ศูนย์เรียนรู้ภายในวัด
ศูนย์เรียนรู้ภายในวัด
ศูนย์เรียนรู้ภายในวัด
ศูนย์เรียนรู้ภายในวัด

ความหมายของการแบ่งเขตในเชิงสถาปัตยกรรม

การแบ่งพื้นที่วัดออกเป็น ๓ ส่วนนี้ ในเชิงการออกแบบทางสถาปัตยกรรมมีความหมายดังนี้

การวางผังบริเวณภายในวัดดังกล่าวมีความจำเป็นต่อการพัฒนาวัด การบูรณปฏิสังขรณ์ และการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในวัดให้มีความเหมาะสมกับคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา สถาปัตยกรรม ภูมิปัญญา และวิถีวัฒนธรรมของสังคมไทย

หลักการออกแบบผังบริเวณและการปรับปรุงภูมิทัศน์ตามหลักภูมิสถาปัตยกรรม

๑) การจัดทำผังแม่บท

การจัดทำผังแม่บทเป็นการกำหนดพื้นที่ใช้สอยให้เอื้อสำหรับการทำกิจกรรมในวัด ผสมผสานเรื่องประโยชน์ใช้สอยและความงามเข้าด้วยกัน ภายใต้บริบทของสภาพที่ตั้ง ผู้ใช้ และกิจกรรม เพื่อทำให้เกิดสภาวะ น่าสบาย น่าอยู่ น่าใช้งาน เป็นการวางแผนการใช้งานพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัด ปลอดภัย เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ผังแม่บทจะเป็นเครื่องมือช่วยในการวางแผนและบริหารจัดการกายภาพของวัด ให้สามารถใช้สอยพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ มีทิศทาง ทั้งการก่อสร้างอาคาร การวางระบบสาธารณูปโภค และการออกแบบปรับปรุงภูมิทัศน์ นำไปสู่การจัดทำแผนการพัฒนาตามผังแม่บท โดยแบ่งเป็นช่วงเวลา (phasing) เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการ จัดเตรียมพื้นที่ บุคลากร และงบประมาณ ตลอดจนการดูแลรักษาและซ่อมบำรุง

การวางผังแม่บทจะประกอบด้วยรายละเอียดการพัฒนาสภาพกายภาพในด้านต่างๆ ได้แก่

๒) งานภูมิทัศน์

งานภูมิทัศน์ คือ สภาพทางธรรมชาติและสิ่งก่อสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้น เฉพาะภายนอกอาคารหรือพื้นที่ใช้สอยภายนอกอาคาร ทั้งสิ่งก่อสร้าง องค์ประกอบ และบรรยากาศ เช่น สวน บริเวณพื้นที่เว้นว่างระหว่างอาคาร พื้นที่สีเขียว พืชพันธุ์ ก้อนหิน กรวด สระน้ำ น้ำพุ งานศิลปะกลางแจ้ง ศาลา ผนัง ม้านั่ง รั้ว ที่จงกรม ที่นั่งวิปัสสนา

งานออกแบบภูมิทัศน์ให้ความสำคัญกับการศึกษาทำความเข้าใจเพื่อรักษาสภาพธรรมชาติเดิม พยายามรบกวนหรือเปลี่ยนแปลงให้น้อยที่สุด และตอบสนองต่อการเข้าไปใช้สอยพื้นที่ ของมนุษย์ เป็นกระบวนการออกแบบ การวางแผน การจัดการ การสร้างสรรค์การปรับใช้ หรือพัฒนาพื้นที่ภายนอกอาคารเพื่อสนองต่อประโยชน์ใช้สอย มีความงาม กลมกลืนกับสภาพธรรมชาติเดิม รักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร

องค์ประกอบสำคัญของงานภูมิทัศน์คือ พืชพันธุ์ ทั้งไม้ยืนต้น (Tree) ไม้พุ่ม (Shrub) ไม้คลุมดิน (Groundcover) ไม้น้ำ (Aquatic Plants) และไม้เลื้อย (Vines or Climbers) ซึ่งมีการเจริญเติบโต ออกดอก ออกผล ผลัดใบ อาจมีความแตกต่างในแต่ละฤดูกาล พืชต้องการการดูแลรักษา จึงทำให้งานภูมิทัศน์เป็นงานที่ไม่หยุดนิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

๓) หลักการออกแบบสถาปัตยกรรมและภูมิสถาปัตยกรรมสำหรับวัด

โดยหลักการออกแบบสถาปัตยกรรม ภูมิสถาปัตยกรรม และการวางผังให้กับวัดนั้น จะคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้

๓.๑ ส่งเสริมความเป็น "ศูนย์รวมทางจิตวิญญาณ" ของชุมชนและสังคม

๓.๒ การออกแบบด้วยความสมถะ สมประโยชน์

การนำปัจจัยมาใช้ต้องคำนึงและยึดหลักที่ว่า "ประโยชน์สูง ประหยัดสุด"

๓.๓ การออกแบบให้กลมกลืนกับประวัติศาสตร์ สุนทรียภาพของวัด และวิถีชีวิตชุมชน