รูปแบบการวางผังบริเวณและพื้นที่ภายในวัด
การวางผังบริเวณเป็นกิจกรรมที่สำคัญในการจัดการและการพัฒนาพื้นที่ภายในวัด เป็นการกำหนดตำแหน่งที่ตั้งของอาคารและสิ่งปลูกสร้างให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ เช่น ปัจจัยทางธรรมชาติ ปัจจัยด้านสุนทรียภาพ ปัจจัยด้านวัฒนธรรม และปัจจัยการใช้สอยที่ดินหรือการใช้ประโยชน์ของอาคาร
สำหรับการวางผังบริเวณวัดในประเทศไทยนั้น วัดโดยทั่วไปนิยมแบ่งเขตพื้นที่ภายใน ออกเป็น ๓ ส่วนใหญ่ๆ คือ เขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส และเขตธรณีสงฆ์
๑. เขตพุทธาวาส
เป็นพื้นที่สำหรับใช้ประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นเสมือนสัญลักษณ์ หรือสถานที่ประทับขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะคำว่า "พุทธาวาส" มีความหมายว่าเป็นสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้า ในเขตพุทธาวาสมักประกอบด้วยสถาปัตยกรรมสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธองค์ และพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ได้แก่
- พระเจดีย์ พระมณฑป พระปรางค์ — อาคารที่สร้างเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางหลักของวัด
- พระอุโบสถ — อาคารที่ใช้ประกอบพิธีกรรมในการทำสังฆกรรม
- พระวิหาร — อาคารที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาระหว่างพระสงฆ์และฆราวาส
- เจดีย์ มณฑป ปรางค์ — อาคารที่ใช้บรรจุอัฐิ หรือประกอบเพื่อให้ผังรวมสมบูรณ์
- ศาลา เช่น ศาลาราย — อาคารที่ใช้เป็นที่นั่งพักของผู้มาเยือน
- ศาลาทิศ — อาคารที่ใช้ล้อมอาคารสำคัญสำหรับให้คฤหัสถ์นั่งพัก
- พระระเบียง — อาคารที่ล้อมอาคารหลักสำคัญแสดงขอบเขตแห่งพุทธาวาส
- หอไตร — อาคารที่ใช้เก็บรักษาคัมภีร์ทางศาสนา
- พลับพลาเปลื้องเครื่อง — อาคารที่ใช้สำหรับเป็นที่พระมหากษัตริย์เปลี่ยนชุดฉลองพระองค์ ในวาระที่ทรงเสด็จพระราชดำเนินเพื่อบำเพ็ญพระราชกุศล
พระเจดีย์ พระปรางค์ และพระมณฑป ถือเป็นอาคารที่สำคัญที่สุดในฐานะหลักประธานของวัด จึงมักถูกวางตำแหน่งลงในผังตรงส่วนที่สำคัญที่สุดของเขตพุทธาวาส เช่น บริเวณกึ่งกลาง หรือศูนย์กลาง หรือแกนกลางของผัง อาคารสำคัญรองลงมากลุ่มแรกคือ พระอุโบสถและพระวิหาร ซึ่งอาคารทั้ง ๒ ประเภทนี้ มักใช้ประกอบคู่กันกับ พระเจดีย์เสมอ หรืออาจใช้ประกอบร่วมกันทั้ง ๓ ประเภท คือ พระอุโบสถ พระเจดีย์ และพระวิหาร
๒. เขตสังฆาวาส
เป็นบริเวณพื้นที่ส่วนหนึ่งของวัดที่กำหนดไว้ให้เป็นที่อยู่อาศัยของพระภิกษุสงฆ์ เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับพิธีการใดทางศาสนา พื้นที่บริเวณนี้ประกอบไปด้วยอาคารสถานที่สัมพันธ์เฉพาะกับกิจกรรมและวัตรปฏิบัติ ที่เป็นวิถีแห่งการดำเนินชีวิตของเพศสมณะ เช่น
- กุฏิ — อาคารที่ใช้สำหรับพักอาศัย
- กัปปิยกุฎี — โรงเก็บอาหาร
- หอฉัน / โรงครัว — อาคารที่ใช้เป็นที่ฉันภัตตาหาร
- ศาลาการเปรียญ — อาคารที่ใช้เป็นที่เรียนหนังสือของพระสงฆ์
- ชันตาฆร — โรงรักษาไฟและต้มน้ำ
- ห้องสรงน้ำ / เว็จกุฎี — อาคารสำหรับสรงน้ำและใช้ขับถ่าย
ลักษณะการวางตำแหน่งอาคารในผังเขตสังฆาวาส กุฏิ ถือเป็นอาคารหลักสำคัญ โดยมีอาคารประเภทอื่นประกอบเพื่อประโยชน์ใช้สอยที่เกี่ยวเนื่องกัน ส่วนใหญ่ไม่มีกฎเกณฑ์การวางผังมากนัก หากเป็นวัดราษฎร์ขนาดเล็กอยู่ในแถบถิ่นชนบท นิยมวางตัวกุฏิกระจายตัวเป็นหลังๆ อาคารที่เป็นองค์ประกอบรองหลังอื่นๆ ก็จะจัดวางอยู่ในตำแหน่งที่สะดวกต่อการใช้สอยของพระภิกษุ
๓. เขตธรณีสงฆ์และสาธารณสงเคราะห์
หมายถึง เขตพื้นที่ในพระอารามที่วัดกำหนดพื้นที่บางส่วนที่เหลือจากการจัดแบ่งเขตสำคัญ คือ เขตพุทธาวาส และเขตสังฆาวาส ให้เป็นเขตพื้นที่สำหรับเอื้อประโยชน์ใช้สอย ในเชิงสาธารณประโยชน์ในลักษณะต่างๆ ของวัด เช่น
- ธรรมศาลา — อาคารหรือโรงเทศนาธรรม
- หอระฆัง — อาคารที่ใช้เป็นเครื่องตีบอกเวลาสำหรับพระภิกษุสงฆ์
- พื้นที่สีเขียว — พื้นที่เชื่อมระหว่างเขตพุทธาวาสและสังฆาวาส หรือบริเวณหลังวัด
- พิพิธภัณฑ์ — อาคารที่เก็บรักษาและแสดงวัตถุโบราณหรือสิ่งของสำคัญของวัด
- ศูนย์เรียนรู้ชุมชน — อาคารที่ประชุมและสถานที่ทำกิจกรรมของวัดและชุมชน
- ศาลาอเนกประสงค์ — อาคารที่ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง แล้วแต่ความต้องการ
- เมรุ — อาคารที่ใช้ในการจัดการเผาศพ เป็นต้น
เขตธรณีสงฆ์ดังกล่าว ใช้เป็นพื้นที่เปิดโล่งเพื่อสร้างความร่มรื่นให้วัด หรือใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างอาคารอื่นๆ เช่น สร้างเมรุสำหรับฌาปนกิจศพชุมชน ศูนย์เรียนรู้ชุมชน หรือการตั้งโรงเรียนเพื่อให้การศึกษาแก่สังคม โดยเป็นพื้นที่ให้คฤหัสถ์เข้ามาเรียนรู้และพักผ่อน
ความหมายของการแบ่งเขตในเชิงสถาปัตยกรรม
การแบ่งพื้นที่วัดออกเป็น ๓ ส่วนนี้ ในเชิงการออกแบบทางสถาปัตยกรรมมีความหมายดังนี้
- เขตพุทธาวาส — ใช้เป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะ (Semi-Public Zone)
- เขตสังฆาวาส — ใช้เป็นพื้นที่ส่วนตัว (Private Zone) เฉพาะของพระสงฆ์
- เขตธรณีสงฆ์ — เป็นเสมือนเขตพื้นที่สาธารณะ (Public Zone) สำหรับประชาชนทั่วไป
การวางผังบริเวณภายในวัดดังกล่าวมีความจำเป็นต่อการพัฒนาวัด การบูรณปฏิสังขรณ์ และการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในวัดให้มีความเหมาะสมกับคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา สถาปัตยกรรม ภูมิปัญญา และวิถีวัฒนธรรมของสังคมไทย
หลักการออกแบบผังบริเวณและการปรับปรุงภูมิทัศน์ตามหลักภูมิสถาปัตยกรรม
๑) การจัดทำผังแม่บท
การจัดทำผังแม่บทเป็นการกำหนดพื้นที่ใช้สอยให้เอื้อสำหรับการทำกิจกรรมในวัด ผสมผสานเรื่องประโยชน์ใช้สอยและความงามเข้าด้วยกัน ภายใต้บริบทของสภาพที่ตั้ง ผู้ใช้ และกิจกรรม เพื่อทำให้เกิดสภาวะ น่าสบาย น่าอยู่ น่าใช้งาน เป็นการวางแผนการใช้งานพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัด ปลอดภัย เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ผังแม่บทจะเป็นเครื่องมือช่วยในการวางแผนและบริหารจัดการกายภาพของวัด ให้สามารถใช้สอยพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ มีทิศทาง ทั้งการก่อสร้างอาคาร การวางระบบสาธารณูปโภค และการออกแบบปรับปรุงภูมิทัศน์ นำไปสู่การจัดทำแผนการพัฒนาตามผังแม่บท โดยแบ่งเป็นช่วงเวลา (phasing) เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการ จัดเตรียมพื้นที่ บุคลากร และงบประมาณ ตลอดจนการดูแลรักษาและซ่อมบำรุง
การวางผังแม่บทจะประกอบด้วยรายละเอียดการพัฒนาสภาพกายภาพในด้านต่างๆ ได้แก่
- การจัดแบ่งเขตการใช้ที่ดิน (Zoning)
- การจัดวางอาคารและสิ่งก่อสร้าง (Building)
- ระบบการสัญจร (Circulation)
- พื้นที่เปิดโล่ง (Open Space)
- พื้นที่สีเขียว (Green Area)
- ระบบสาธารณูปโภค (Utilities & Infrastructures)
- การแบ่งระยะการพัฒนา (Phasing)
๒) งานภูมิทัศน์
งานภูมิทัศน์ คือ สภาพทางธรรมชาติและสิ่งก่อสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้น เฉพาะภายนอกอาคารหรือพื้นที่ใช้สอยภายนอกอาคาร ทั้งสิ่งก่อสร้าง องค์ประกอบ และบรรยากาศ เช่น สวน บริเวณพื้นที่เว้นว่างระหว่างอาคาร พื้นที่สีเขียว พืชพันธุ์ ก้อนหิน กรวด สระน้ำ น้ำพุ งานศิลปะกลางแจ้ง ศาลา ผนัง ม้านั่ง รั้ว ที่จงกรม ที่นั่งวิปัสสนา
งานออกแบบภูมิทัศน์ให้ความสำคัญกับการศึกษาทำความเข้าใจเพื่อรักษาสภาพธรรมชาติเดิม พยายามรบกวนหรือเปลี่ยนแปลงให้น้อยที่สุด และตอบสนองต่อการเข้าไปใช้สอยพื้นที่ ของมนุษย์ เป็นกระบวนการออกแบบ การวางแผน การจัดการ การสร้างสรรค์การปรับใช้ หรือพัฒนาพื้นที่ภายนอกอาคารเพื่อสนองต่อประโยชน์ใช้สอย มีความงาม กลมกลืนกับสภาพธรรมชาติเดิม รักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
องค์ประกอบสำคัญของงานภูมิทัศน์คือ พืชพันธุ์ ทั้งไม้ยืนต้น (Tree) ไม้พุ่ม (Shrub) ไม้คลุมดิน (Groundcover) ไม้น้ำ (Aquatic Plants) และไม้เลื้อย (Vines or Climbers) ซึ่งมีการเจริญเติบโต ออกดอก ออกผล ผลัดใบ อาจมีความแตกต่างในแต่ละฤดูกาล พืชต้องการการดูแลรักษา จึงทำให้งานภูมิทัศน์เป็นงานที่ไม่หยุดนิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
๓) หลักการออกแบบสถาปัตยกรรมและภูมิสถาปัตยกรรมสำหรับวัด
โดยหลักการออกแบบสถาปัตยกรรม ภูมิสถาปัตยกรรม และการวางผังให้กับวัดนั้น จะคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้
๓.๑ ส่งเสริมความเป็น "ศูนย์รวมทางจิตวิญญาณ" ของชุมชนและสังคม
- พัฒนากายภาพวัดให้ส่งเสริมความเป็น "พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์" ที่สงบ สัปปายะ เพื่อเอื้อต่อการเรียนรู้ทางจิตวิญญาณของชุมชนและสังคม
- เอื้อต่อการเรียนรู้และพัฒนาทางจิตวิญญาณ ทั้งบุญกริยา ทาน ศีล ภาวนา และไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) โดยการออกแบบกายภาพ พื้นที่กิจกรรม และการบริหารจัดการที่เหมาะสม
- สร้างความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของวัดร่วมกันกับชุมชน เพื่อส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง การเข้ามาใช้ประโยชน์พื้นที่วัด และการร่วมดูแลรักษาร่วมพัฒนาวัดต่อไป โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมในการออกแบบและพัฒนาวัด
๓.๒ การออกแบบด้วยความสมถะ สมประโยชน์
การนำปัจจัยมาใช้ต้องคำนึงและยึดหลักที่ว่า "ประโยชน์สูง ประหยัดสุด"
- ประโยชน์สูงสุด — ออกแบบกายภาพวัดให้ตอบสนองการใช้งาน และดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้โดยสะดวก มีประสิทธิภาพ เป็นสัดส่วน
- ประหยัด — ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วหรือหามาได้ เพื่อนำมาใช้ร่วมกับการออกแบบให้มีประสิทธิผลสูงสุด
๓.๓ การออกแบบให้กลมกลืนกับประวัติศาสตร์ สุนทรียภาพของวัด และวิถีชีวิตชุมชน
- ให้ผู้ใช้งานจริง เช่น คณะกรรมการวัด ญาติโยม ชุมชน หรือหน่วยงานในพื้นที่ ที่ทำงานใกล้ชิดกับวัด มีส่วนร่วมในการกำหนดรูปแบบอาคารและการใช้งาน
- การเลือกวัสดุให้เหมาะสมกับพื้นที่
- ความเข้าใจในความงามและคุณค่าของแต่ละพื้นที่ที่มีความต่างกัน
- ความงามเกิดจากการใช้งานนำไปสู่รูปแบบที่เหมาะสม สอดคล้อง
- นำหลัก สัปปายะ มาใช้ในการออกแบบ เพื่อส่งเสริมบทบาทหลัก คือ การเผยแผ่ธรรมะ
- อาจสอดแทรกภาพปริศนาธรรมในอาคารเพื่อการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนและประชาชนในพื้นที่