การจัดการสิ่งแวดล้อมภายในวัด

๙ ประเด็นการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในวัด

การจัดการสิ่งแวดล้อมภายในวัดเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการดูแลสุขภาพอนามัย ทั้งทางกายและจิตใจ โดยมุ่งเน้นการจัดการ การดูแล และการปรับปรุงสภาวะต่างๆ ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยมีวัดและพระสงฆ์เป็นผู้นำในเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม และการเผยแพร่ความรู้ด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

แนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในวัดมีเป้าหมายเพื่อให้วัดและชุมชน มีความสะอาด ร่มรื่น สวยงาม เป็น รมณียสถาน เหมาะสมกับการเรียนรู้และการปฏิบัติธรรม โดยมุ่งเน้นให้พระภิกษุสงฆ์และพุทธศาสนิกชนได้ปฏิบัติดูแลรักษาความสะอาด การปลูกต้นไม้ การคัดแยกขยะ การบำบัดน้ำเสีย และการดูแลสุขอนามัยภายในวัด ตามหลักนิเวศวิทยาเชิงพุทธ

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในวัดไว้ โดยมีสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องจำนวน ๙ ประเด็น ดังนี้

๑. การจัดการพื้นที่สีเขียวภายในวัด

พื้นที่สีเขียว (Green Space) หมายถึง พื้นที่กลางแจ้งและกึ่งกลางแจ้งที่มีขอบเขตที่ดินทั้งหมดหรือบางส่วน เป็นพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ ประกอบด้วยพื้นที่สีเขียวเพื่อนันทนาการและความงามทางภูมิทัศน์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดหรือบริเวณรอบวัด แนวทางดำเนินการดังนี้

๒. การจัดการอาคารและสถานที่

การสุขาภิบาลอาคารและสถานที่ หมายถึง การจัดการ ควบคุมดูแลอาคารและสถานที่ให้สะอาดถูกสุขลักษณะ เพื่อให้วัดมีสุขาภิบาลที่ดี มีความปลอดภัย และไม่เป็นแหล่งกำเนิดโรคระบาด

๓. การจัดการขยะมูลฝอยและพวงหรีด

การจัดการขยะภายในวัดและขยะจากการใช้พวงหรีด เมื่อเสร็จงานศพแล้วจะมีขยะ จำนวนมากที่วัดต้องกำจัด ดังนั้น วัดควรมีแนวทางจัดการ และรณรงค์ให้ใช้พวงหรีดที่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์หลังเสร็จงาน

๔. การจัดการน้ำเสีย

ปัญหาน้ำเสียภายในวัดส่วนใหญ่เกิดจากการซักล้างทำความสะอาด การประกอบอาหาร และสิ่งขับถ่าย ซึ่งมีการปนเปื้อนของสารอินทรีย์ และอาจมีเชื้อโรคแพร่กระจาย ดังนั้น น้ำเสียควรผ่านการบำบัด ก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม

๕. การจัดการเตาเผาศพ (เมรุ)

เมรุเผาศพเป็นแหล่งก่อมลพิษทางอากาศ เช่น ฝุ่นละออง ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เขม่าและขี้เถ้า หากมีการนำวัสดุประเภทพลาสติก ใยสังเคราะห์ พวงหรีด กระดาษเงินกระดาษทอง ใส่รวมลงไปในการเผา จะก่อให้เกิดสาร "ไดออกซิน/ฟิวแรนส์" (Dioxins / Furans) ซึ่งสะสมในร่างกายอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งและอื่นๆ

๖. การป้องกันเพลิงไหม้

วัดควรจัดทำวิธีการป้องกันและแผนระงับเหตุฉุกเฉิน พร้อมตรวจสอบวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ ในวัด เช่น สายไฟและอุปกรณ์ ให้อยู่ในสภาพดี เพื่อเตรียมรับกรณีฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น

๗. การลดมลพิษจากควันธูป

ผลการวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ พบสารก่อมะเร็งในควันธูป ๓ ชนิด คือ เบนซิน บิวทาไดอีน และเบนโซเอโพรีม เนื่องจากส่วนประกอบของควันธูปมาจากกาว ขี้เลื่อย น้ำมันหอม และสารเคมีในอุตสาหกรรมน้ำหอม ธูป ๑ ดอก ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ๓๒๕ กรัม และก๊าซมีเทน ๗ กรัม ซึ่งมีศักยภาพเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง ๒๓ เท่า เพื่อสุขภาพของพระสงฆ์และผู้เข้าวัด ควรมีมาตรการดังนี้

๘. การส่งเสริมให้วัดเป็นเขตปลอดอบายมุข บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

วัดและชุมชนควรรณรงค์ส่งเสริมให้วัดเป็นเขตปลอดอบายมุข บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาเสพติด เพื่อให้สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งห้ามขายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัด โดยมีบทลงโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

๙. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ

ปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดจากการเพิ่มของประชากร (Population Growth) การขยายตัวทางเศรษฐกิจ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้มีการบริโภคทรัพยากรเกินความจำเป็น การให้ความรู้เรื่องทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และภัยพิบัติ แก่พุทธศาสนิกชนจึงเป็นเรื่องสำคัญ

การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นกระบวนการ ที่ทำให้คนในชุมชนร่วมมือร่วมใจ นำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน โดยใช้แนวทาง "บวร" (บ้าน วัด โรงเรียน) ดำเนินการดังนี้

แนวทางการพัฒนาวัดเพื่อเป็นศูนย์กลางของชุมชน

วัดเป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาและศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธ อีกทั้งเป็นศูนย์กลางพัฒนาที่จะก่อให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน