การจัดการมรดกวัฒนธรรมและพุทธศิลปกรรมภายในวัด

พุทธศิลปกรรม ทรัพยากรวัฒนธรรม และการอนุรักษ์โบราณสถาน

มรดกวัฒนธรรมและพุทธศิลปกรรม

วัด สถานที่โบราณ และสิ่งแวดล้อมศิลปกรรมจัดเป็นส่วนหนึ่งของ "มรดกวัฒนธรรม" ที่มีความหมายครอบคลุมถึงทรัพยากรประเภทต่างๆ ทั้งที่เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุและนามธรรม เป็นมรดกของมนุษยชาติ (Heritages) หมายถึง สถานที่ สิ่งก่อสร้าง และวัตถุสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ และวัฒนธรรมที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมาตั้งแต่อดีต เป็นสิ่งที่สามารถนำมาจัดการให้เกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของผู้คนสมัยปัจจุบัน หรือเรียกอีกอย่างว่า "ทรัพยากรวัฒนธรรม"

ในมิติทางพระพุทธศาสนาได้นับรวม สถาปัตยกรรม (อุโบสถ เจดีย์ วิหาร) จิตรกรรม (ภาพวาดฝาผนัง) และ ประติมากรรม (พระพุทธรูป คัมภีร์ธรรม) ที่มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาว่าเป็น "พุทธศิลปกรรม" ซึ่งเป็นผลงานด้านศิลปะที่สร้างขึ้นเพื่อสนองและรับใช้งานทางด้านพระพุทธศาสนา เป็นความงามที่แฝงไว้ด้วยปรัชญาธรรมเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ช่วยโน้มน้าวจิตใจของพุทธศาสนิกชนให้เกิดความศรัทธา ประพฤติปฏิบัติตนในแนวทางที่ดีงามตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา

งานพุทธศิลปกรรมก่อให้เกิดผลอันเป็นคุณค่าทางจิตใจ ให้เกิดความเกษมเบิกบาน มีความสุขสงบ โปร่งเบา ร่มเย็นในจิตใจ หลายชิ้นล้วนถ่ายทอดความจริงเรื่องราวต่างๆ เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม หลักศีลธรรมความดีงาม สื่อให้ผู้ดูเข้าถึงสัจธรรมแห่งชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกฎของธรรมชาติ ความไม่เที่ยง การพลัดพราก ที่มนุษย์ทุกผู้คนต้องประสบ

ประเภทของทรัพยากรวัฒนธรรม

มรดกวัฒนธรรมและพุทธศิลปกรรมประกอบด้วยสิ่งที่เป็นถาวรวัตถุ โบราณสถาน วัตถุโบราณ และสิ่งของอื่นๆ โดยมีลักษณะสำคัญดังนี้

การจัดแบ่งทรัพยากรวัฒนธรรมตามแนวทางโบราณคดีชุมชน

๑. แหล่งโบราณคดี (Archaeological Site)

หมายถึง สถานที่ที่เคยมีมนุษย์ในอดีตเข้าไปใช้ประโยชน์ในการทำกิจกรรมต่างๆ ในการดำรงชีวิตหรือกิจกรรมทางวัฒนธรรม ทั้งที่เป็นการถาวรหรือเป็นครั้งคราว อาจจะมีสิ่งก่อสร้างหรือไม่มีสิ่งก่อสร้างก็ได้ เช่น บริเวณวัดเก่า เมืองเก่า สุสานฝังศพ กำแพงเมือง คูเมือง สถานที่ผลิตเครื่องถ้วยชามหม้อไห (แหล่งเตาโบราณ) ซึ่งอยู่ภายในบริเวณวัดและชุมชน เช่น แหล่งโบราณคดีพระนครศรีอยุธยา สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร ย่านเมืองเก่านครศรีธรรมราช และแหล่งลูกปัดบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี

๒. โบราณสถาน (Ancient Structures)

หมายถึง สิ่งก่อสร้างที่มีสภาพและใช้วัสดุคงทนที่เกิดจากมนุษย์สร้าง เป็นศาสนสถาน สถานที่ประกอบพิธีกรรม สถานที่ธรรมชาติประเภทถ้ำและเพิงผา ที่คนสมัยโบราณได้ดัดแปลงก่อสร้างต่อเติมเป็นอาคาร หรืออาคารที่ประกอบกิจการงานอาชีพ เช่น อนุสาวรีย์ โบสถ์ วิหาร หอไตร กุฏิ เจดีย์ พระปรางค์ ศาลเจ้า เสาอินทขีล ปราสาทขอม เสาชิงช้าพราหมณ์ ที่มีสภาพติดที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้

ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๓๕) มาตรา ๔ ระบุว่า โบราณสถาน หมายถึง อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งโดยอายุหรือโดยลักษณะแห่งการก่อสร้าง หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของอสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นประโยชน์ในทางศิลป์ ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี ทั้งนี้ ให้รวมถึงสถานที่ที่เป็นแหล่งโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ และอุทยานประวัติศาสตร์ด้วย

๓. วัตถุโบราณ (Ancient Objects)

หมายถึง วัตถุสิ่งของ เครื่องมือเครื่องใช้ ที่เกิดจากการประดิษฐ์ด้วยฝีมือคน หรือเกิดจากการดัดแปลงจากวัสดุที่มีอยู่ตามธรรมชาติตามภูมิปัญญาความรู้ ของคนในยุคสมัยต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิต และเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตวัฒนธรรม เช่น งานศิลปะประเภทแกะสลักไม้ แกะสลักหิน ภาพวาด พระพุทธรูป ปูนปั้น หล่อโลหะ หนังสือ ศิลาจารึก คัมภีร์ใบลาน สมุดข่อย ปั๊บสา ปั๊บหลั่น เงินเหรียญ ธนบัตร รูปเคารพในศาสนา ธรรมาสน์ อาสนะ และเฟอร์นิเจอร์โบราณ

ตู้ใส่คัมภีร์ใบลาน
ตู้ใส่คัมภีร์ใบลาน — โบราณวัตถุที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

ความสำคัญและประโยชน์ของทรัพยากรทางวัฒนธรรม

  1. เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แสดงถึงความเป็นมาของชุมชนและสังคมระดับต่างๆ
  2. เป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็น อัตลักษณ์ (Identity) และเอกลักษณ์ของชุมชน ชาติพันธุ์ และสังคมในระดับชาติ
  3. เป็นวัตถุพยานแสดงศักยภาพของชุมชนในการดำรงวิถีชีวิตและการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและสังคมอื่นๆ ตามสถานการณ์และลำดับเวลาที่ผ่านมา
  4. เป็น ทุนของชุมชน ที่สามารถนำไปจัดการให้เกิดประโยชน์ในกระบวนการพัฒนาชุมชนทั้งทางด้านการศึกษา สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การสาธารณสุข และการท่องเที่ยว
  5. เป็นปัจจัยพื้นฐานของการศึกษาเรียนรู้และการผลิตซ้ำทางวัฒนธรรม ที่นำไปสู่การสร้างสรรค์และการจัดประโยชน์ในสังคมรุ่นหลังได้

แนวทางการดูแลรักษาโบราณสถานและทรัพยากรวัฒนธรรมภายในวัด

กรมศิลปากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กำหนด ระเบียบว่าด้วยการอนุรักษ์โบราณสถาน พ.ศ. ๒๕๒๘ โดยเสนอวิธีการอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ และสิ่งแวดล้อมศิลปกรรม อันเป็นมรดกวัฒนธรรม ดังนี้

๑. หลักการอนุรักษ์

การดูแลรักษาโบราณสถานเพื่อให้คงคุณค่าไว้ รวมถึงการป้องกัน การรักษา การสงวน การปฏิสังขรณ์ และการบูรณะ ที่รวมเรียกว่า "การอนุรักษ์" การอนุรักษ์มีการปฏิบัติงานหลายระดับ ซึ่งแต่ละระดับเป็นไปตามค่านิยมของแต่ละท้องถิ่น และมีวิธีการที่แตกต่างไปตามวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง โดยจำแนกออกได้ ๓ ระดับ

การอนุรักษ์โบราณสถานโดยหลักการที่ถูกต้อง ต้องกำหนดกรอบการอนุรักษ์ไว้ให้ชัดเจนว่าจะทำการอนุรักษ์ในระดับใดเป็นหลัก หากเป็นโบราณสถานขนาดใหญ่ที่มีหลายส่วน ต้องกำหนดกรอบลงไปให้ชัดเจนว่าจะทำการอนุรักษ์ส่วนไหนระดับใด

๒. วิธีการอนุรักษ์โบราณสถาน

๒.๑ ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล

ศึกษาค้นคว้าหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปกรรม และสถาปัตยกรรม เพื่อเป็นความรู้พื้นฐานในการกำหนดแนวทาง การอนุรักษ์โบราณสถานแต่ละแห่ง

๒.๒ กำหนดกรอบการอนุรักษ์

กำหนดกรอบการอนุรักษ์โบราณสถานแต่ละแห่งให้ชัดเจน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการอนุรักษ์ พร้อมทั้งกำหนดนโยบาย วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และการเลือกใช้วิธีการอนุรักษ์

๒.๓ การสร้างรูปแบบและวิธีการ — แนวคิด 3E-Model

การสร้างรูปแบบ กำหนดวิธีการและรายละเอียดในการอนุรักษ์ ตลอดจนการกำหนดวัสดุที่นำมาใช้ โดยใช้แนวคิด 3E-Model

๒.๔ การดำเนินงานในการอนุรักษ์

โดยทั่วไปงานอนุรักษ์โบราณสถานเป็นหน้าที่ของกรมศิลปากร โดยการมีส่วนร่วมของวัด ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

๒.๕ การปรับปรุงภูมิทัศน์

การทำผังบริเวณพื้นที่โบราณสถานให้สอดคล้องกับประโยชน์ใช้สอยปัจจุบัน และส่งเสริมให้โบราณสถานสง่างาม ตามที่พื้นที่สามารถรองรับได้

การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมและพุทธศิลปกรรมดังกล่าว สามารถดำเนินการได้โดยความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วัด และชุมชน ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกับทรัพยากรวัฒนธรรมที่มีอยู่ตั้งแต่ในอดีต ของวัดและชุมชน รวมเรียกว่า มรดก (Heritage)